ไม่แน่ใจว่าเมืองไทยมีการเสนอข่าวเกี่ยวกับออสเตรเลียมากแค่ไหน แต่ข่าวนี้แพร่ภาพทาง CNN, BBC และสำนักข่าวประเทศอื่นๆมาได้สามวันแล้ว เป็นภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ

อย่างที่บอกไว้เอ็นทรี่นึงว่าหน้าร้อนปีนี้ที่นี่ร้อนมาก และทุกฤดูร้อน รัฐวิคตอเรียจะมีปัญหาเรื่องไฟป่า หรือที่เรียกว่า Bushfire (คนอเมริกันเรียก Wildfire) กันทุกปี แต่ปีนี้ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้...

เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อุณหภูมิที่เมลเบิร์นพุ่งกระฉูดขึ้นไปถึงื 46.4 องศาเซลเซียส นั่นแค่ในเมือง ออกนอกเมืองไปหลายๆพื้นที่ขึ้นไปถึง 50 C แถมลมร้อนรุนแรงพัดโหมตลอดวัน ส่งผลให้ไฟป่าที่ไหม้อยู่เป็นจุดๆโหมไหม้รุนแรงจนเกินควบคุม และลามรวดเร็วจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลกนี้ทีเดียว...

มันเริ่มต้นจาก...

และลุกลามกลายเป็นวันที่มืดมนที่สุดของประเทศ...

จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ณ ตอนที่เขียนนี้พุ่งไปถึง 132 รายแล้ว...ผู้ว่าการรัฐให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงที่สั่นเครือว่าไฟป่าครั้งนี้มันคือ "นรก" ดีๆนี่เอง

คุณอาจตั้งคำถามว่า ทำไมผู้คนถึงเสียชีวิตมากขนาดนี้ ทำไมไม่หนีก่อน ถ้ารู้ว่าไฟไหม้ห้าสิบกิโลห่างจากบ้านไป เป็นเราคงหนีเอาตัวรอดก่อนแล้ว ทรัพย์สินไว้หาใหม่ได้ ขอรักษาชีวิตไว้ก่อน แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มีผู้เสียชีวิตมากมายเพราะ "หนีไม่ทัน" ฟังดูเหมือนว่าเป็นไปได้ยังไง รถก็มี ขับหนีได้ แต่หลังจากที่ได้ฟังได้อ่านเรื่องราวจากผู้ประสบภัย ต่างเล่าว่า ไฟมาเร็วมากโดยที่ไม่มีท่าทีจะมา ไม่มีคำเตือน เนื่องจากลมที่พัดกระหน่ำราวร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้ไฟกระจายไปทั่วทุกสารทิศ กว่าจะรู้ตัวว่าบ้านตัวเองอาจมีสิทธิ์โดน ก็เหลือเวลาหนีแค่สองชั่วโมง หลายครอบครัวทิ้งบ้านกระโดดขึ้นรถทันที แต่กลับต้องไปเจอไฟที่ปิดล้อมอยู่เบื้องหน้า ถนนมีอยู่สายเดียว...ศพหลายต่อหลายรายถูกพบในรถที่ตัวถังไหม้เป็นจุณ บ้างก็อยู่ในบ้านที่เหลือแต่ซาก คาดว่าส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะควันไฟที่สุมแน่นราวกับหมอกปีศาจก่อนที่จะโดนแผดเผาด้วยซ้ำ...

ที่สะเทือนใจที่สุด มีพ่อคนหนึ่งที่กำลังจะพาลูกหนี เอาลูกสองคนขึ้นรถแล้ววิ่งกลับเข้าไปในบ้านเพื่อไปเอาข้าวของที่จำเป็น เพียงไม่กี่อึดใจ เค้ากลับออกไปเพื่อพบว่าไฟได้โหมไหม้รถที่ลูกเล็กๆทั้งสองอยู่ในนั้นซะแล้ว...มันมาเร็วขนาดนั้น...

พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ปกติจะมีการเตรียมแผนหนีไฟ ป้องกันไฟกันเป็นอย่างดีทุกปีอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้คนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า There was nothing we could do....ไม่ว่าจะเตรียมรับมือดีแค่ไหน แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย

แม้ว่าตัวเราจะอยู่ในเมือง ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากความร้อนของไฟที่ไหม้อยู่รอบนอก แต่ก็หนีไม่พ้นความเศร้าโศกและความสูญเสียที่ดูเหมือนจะลอยอยู่ในอากาศรอบตัว...เพื่อนที่ทำงานคนนึงเสียเพื่อนและคนรู้จักไปถึง 6 ชีวิต...อีกคนนึงมีป้าที่เสียบ้านไปทั้งหลัง ทุกคนต่างพากันเล่าเรื่องราวคนใกล้ตัวที่ประสบภัยร้ายครั้งนี้ บรรยากาศเช่นนี้คงมีต่อไปอีกหลายอาทิตย์ และชั่วชีวิตของคนที่เผชิญหน้ากับไฟนรกโดยตรง

ตอนนี้นอกจากการประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทางกรมตำรวจและกองสืบสวนก็ได้เริ่มดำเนินการสืบหาผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดไฟป่า เพราะมีพยานเห็นว่ามีคนจุดไฟทั้งๆที่อยู่ในช่วงห้ามอย่างเด็ดขาด มีเด็กคนนึงเห็นคนทิ้งบุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่แถวบ้าน ฯลฯ นายกได้ออกมาประนามว่า ถ้ามีผู้ทำเช่นนั้นจริง คนเหล่านั้นก็เรียกได้ว่าเป็นฆาตกรฆ่าหมู่ หรือ mass murderer ที่จะต้องได้รับโทษอย่างสาสม

ขออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต ขอให้กำลังใจพนักงานดับเพลิงและอาสาสมัครทุกคน และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่รอดชีวิตแต่ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง

และนี่เป็นอีกตัวอย่างนึงที่ตอกย้ำว่า มนุษย์ไม่ว่าจะฉลาดแค่ไหน จะไปดวงดาว จะไปบุกเบิกดาวอังคาร แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับธรรมชาติอยู่ดี มันทำให้เราสงสัยว่า มนุษย์แม่งจะพัฒนายานอวกาศไปหาสวรรค์วิมานอะไร เอาเงินเป็นล้านล้านล้านมาวิจัยคิดค้นอุปกรณ์ วิธีการป้องกันภัยธรรมชาติที่รุนแรง หรือสาธารณูปโภคที่สามารถรองรับผู้คนได้ในยามฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆไม่ดีกว่าเหรอ ไม่เช่นนั้นมนุษย์อาจจะสูญพันธุ์เพราะธรรมชาติเอาคืนบนโลกใบนี้ก่อนที่จะได้ไปเหยียบดวงดาวอื่นๆในจักรวาล....

(all photos are courtesy of Herald Sun & The age)

edit @ 9 Feb 2009 20:59:06 by phoeson

กล่องเจ้าปัญหา

posted on 04 Feb 2009 16:29 by phoeson  in Random

เกริ่นไว้เอ็นทรี่ที่แล้วว่าจะมาเล่าถึงความยุ่งยากของการส่งข้าวของมาประเทศออสเตรเลีย

อย่างแรกเลย ประเทศนี้เป็นประเทศที่หน่วยควบคุมโรคติดต่อ (quarantine) กรมศุลกากร (customs) และกองตรวจคนเข้าเมือง (immigration) ทำงานได้มีประสิทธิภาพมาก...จนสามารถเอาไปทำเป็นรายการทีวีได้ ชื่อว่า Border Security

เวลามาออสฯ ไม่แนะนำให้เอาอาหารเข้ามาเลย ไม่ว่าจะแห้ง สด ยิ่งอาหารที่มีส่วนประกอบเป็นพืช สัตว์ แมลง อย่าได้พกมาดีที่สุด ล่าสุดเราแบก Tokyo Banana  pies จากโตเกียวข้ามน้ำข้ามทะเลมาเป็นเดือนเพื่อเอามาฝากเพื่อนที่อยากกินมากที่นี่ ไม่คิดเลยว่ามันจะเป็นปัญหา ก็แค่ขนมแป้งพายอบกรอบเคลือบน้ำตาลรสกล้วย...หารู้ไม่ เพื่อนเกือบอดกิน เพราะเจ้าหน้าที่บอกเราว่า

"มันมีส่วนผสมเป็นกล้วย..."

เราก็เถียง แต่มันเป็นกล้วยที่ปรุงแล้ว ไม่ใช่กล้วยสด มองไม่เห็นกล้วยด้วยซ้ำ มันไม่มีโรคติดต่อทางพืชติดมาด้วยหรอก

เจ้าหน้าที่วัยดึกพุงพลุ้ยตอบกลับมา

"ไม่ใช่เหตุผลนั้น แต่ที่ห้ามเอาเข้าเพราะว่าเราต้องปกป้องอุตสาหกรรมกล้วยของออสเตรเลีย!!"

พระเจ้าช่วยมันทอด!! (กล้วยทอดก็ไม่ได้ อิอิ) เอางั้นเลยเหรอ??!!!

เราก็ไม่ยอม กูอุตส่าห์แบกมาไกล เลยสาธยายไปอีกว่าแต่นี่มันไม่ใช่กล้วยจริง มันแค่แป้งพายใส่รสกล้วยสังเคราะห์ (อันนี้มั่วเอา) แถไปเรื่อย

สุดท้ายพี่แกเอากล่องพายกล้วยไปถามที่ออฟฟิศ เดินกลับมาบอกว่า "โอเค เอาเข้าได้"

แต่ก่อนเราจะเดินจากมา พี่แกแอบหยอด..."แต่ถ้าเป็น Banana chips เอาเข้าไม่ได้แน่นอน" (คือประมาณว่ากล้วยอบกรอบที่ยังเห็นเป็นแผ่นกล้วย มึงอดกินแน่)

หนุ่มฝรั่งที่เข้าคิวตามหลังเรามา โดนอีกเหมือนกัน เค้าแบก Pate หรือตับบดใส่ขวดโหลมาจากฝรั่งเศส โดนครับโดน เอาเข้าไม่ได้ ถ้าจะเอาเข้าต้องเสียเงินเอาตับบดไปฉายรังสีแกมม่าฆ่าเชื้อโรคให้แน่ใจก่อน เป็นเงินหกสิบกว่าเหรียญ น่าสงสารจริงๆ

นอกจากนี้ ยังเคยดูรายการที่ว่า สาวฝรั่งเพิ่งกลับมาจากเม็กซิโก ซื้อสายสร้อยของที่ระลึกมาหลายเส้น ทำจากเมล็ดพืชแห้งๆ โดนเหมือนกัน ต้องเอาไปฉายรังสีแกมม่าฆ่าเชื้อเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคติดต่อทางพืช เสียเงินอีกหลายเหรียญ

มองกันแบบกลางๆ ถามว่าประเทศนี้ทำเกินไปมั้ย เราก็ต้องกัดฟันตอบว่า ไม่หรอก ดีด้วยซ้ำที่เค้ารักและปกป้องประเทศเค้าขนาดนี้ มันถึงสงบ สะอาด ปลอดภัย

เข้าเรื่องดีกว่า นี่คือโฉมหน้าของกล่องเจ้าปัญหาที่ทำให้เราเสียเวลา เงิน และอารมณ์ไปหลายวัน

ให้พ่อส่งทางเรือมาจากเมืองไทย นึกว่าจะถูกกว่าแบกขึ้นเครื่อง...ที่ไหนได้...

โดนไป $248 (5704 บาท) ค่าท่าเรือ เทียบเรือ ค่าบ้าค่าบอ

ค่า Quarantine $83 (1909 บาท) เพราะเราดันกระแดะใส่นัตโตะที่ซื้อจากญี่ปุ่นเป็นของที่ระลึกมาในกล่อง

ค่าธรรมเนียมให้พนักงานบริษัทชิปปิ้งไปประสานงานกับพนักงาน quarantine $138 (3174 บาท)

ค่า Storage สามวัน เพราะบริษัทชิปปิ้งมันฉลาด ส่งเอกสารเคลียร์ของมาให้วันศุกร์ มันปิดวันเสาร์ อาทิตย์ วันจันทร์เป็นวันหยุดราชการ โดนครับโดน มันชาร์จตูวันละ $33 โดนไป $99 (2277 บาท)

บวกไปครับบวกไป เป็นหมื่นนนนนนนนนนนนนนน

ยังไม่พอ เจอบริษัทชิปปิ้งมารยาททรามถึงทรามมาก ไม่มีมนุษย์สัมพันธ์ ถามคำตอบคำ ไม่ถามแม่งก็ไม่ชี้แนะ โทรไปแม่งไม่โทรกลับ แฟ็กซ์ไปก็ไม่ตอบว่าได้หรือไม่ได้ ไม่บอกอะไรทั้งสิ้น ให้ไปๆมาๆหลายรอบ อยากโยนระเบิดใส่มัน!!!!

มาเพิ่มเติมว่าบริษัทนี่มันชื่อว่า P&O หรือ POTA Management อย่าได้ไปใช้บริการมันเชียว...โดยเฉพาะพนักงานที่ชื่อแมทธิว เกือบด่ามันเป็นภาษาไทยแล้ว

เปิดกล่องออกมา ตามที่คาดไว้ มันยึดนัตโตะตูไป เหลือไว้แต่ถุงกับฉลากแผ่นใหญ่ไว้ดูต่างหน้า....ขอให้ซองนัตโตะแตกคามือมันตอนตรวจให้เหม็นไปสามวัน!!!

edit @ 10 Feb 2009 18:15:30 by phoeson

ออสซี่ บาร์บี้...

posted on 29 Jan 2009 16:41 by phoeson  in Food

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันตรุษจีนแล้ว ยังเป็นวันชาติออสเตรเลียด้วย อันที่จริงไม่กะฉลองอะไร ทำงานกลับมาก็เหนื่อยแย่แล้ว แต่ด้วยสปิริตออสซี่อันสูงส่งที่สถิตอยู่ในตัวเรา จึงลากเฮียไปซุปเปอร์ฯ อย่างเร่งด่วน วันชาติทั้งที ไม่มีออสซี่บาร์บี้ได้ไง

มาจะกล่าวบทไป ถึงออสซี่บาร์บี้นั้นไซร้ หาใช่ตุ๊กตาผมบลอนด์นมตั้งไม่ มันย่อมาจาก Australian Barbeque ด้วยความที่ชาวออสเป็นพวกบ้าสระ "อี้" และ "อ้า" อะไรใส่แม่อี้หรืออ้าลงไปได้เค้าจะกระหน่ำย่อกันอย่างหนำใจ เช่น

Aussie ออสซี่ มาจาก Australian 

Brekkie เบร๊กกี้ มาจาก Breakfast

Barbie บาร์บี้ มาจาก Barbeque ดังที่ว่ามาข้างต้น

Footy ฟุ้ตตี้ มาจาก Football (Australian Football คล้ายๆรักบี้)

Cuppa คัปป้า มาจาก Cup of tea

นอกจากนี้เรากับเฮียยังใส่แม่อ้าและอี้ลงในคำอื่นๆกันอย่างเมามันส์ แต่ไม่ขอเขียนไว้ ณ ที่นี้ เพราะมันยังไม่ได้รับการยอมรับจากสถาบันอี้อ้าแห่งออสฯ เราใช้ของเราเองกันสองคน 555

ว่าแล้วก็มาดูกันว่า Aussie Barbie แบบเบสิคสุดๆมันประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ปีกไก่ เนื้อแกะ ฮ็อทด็อก (จริงๆต้องมีไส้กรอกเนื้อ แต่อยากกินฮ็อทด็อกมากกว่า) สลัดผัก สลัดมันฝรั่ง

วิธีกินแบบเบสิคมากๆ ไปบาร์บี้บ้านใครก็เรียกได้ว่าต้องมีเมนูนี้ยืนพื้น เด็กกินได้ ผู้ใหญ่กินดี ความอร่อยไม่ค่อยมี แต่กินแล้วเพลินต้องน้องพลับขอสองขอสามกันทุกคน

ขนมปัง ไส้กรอก บีบซอสมะเขือเทศใส่ โรยชีส กินได้ บ้านไหนหรูหน่อยอาจมีหัวหอมผัดไว้ยัดลงไปด้วย

 พร้อมแล้วก็ยัดเข้าปากได้

ปกติเวลามีบาร์บี้ เราจะเป็นคนปิ้ง จัดการทำทุกอย่าง แต่คราวนี้บอกเฮียไปว่า ออสซี่บาร์บี้ขนานแท้ ต้องปิ้งด้วยคนออสซี่แท้ๆ เท่านั้น!!! จริงๆเป็นข้ออ้าง อิอิอิ

โฉมหน้าผู้ทำปีกไก่ไหม้ไปสองอัน

ไฮไลท์ของอาทิตย์นี้อีกเรื่องคือ เป็นอาทิตย์ที่เมลเบิร์นเจอคลื่นความร้อนหนัก ข่าวบอกว่าไม่เคยเจอร้อนและนานขนาดนี้ตั้งแต่ปี 1903 อะไรมันจะขนาดนั้น ถามว่าร้อนแค่ไหน เอาเป็นว่า เมื่อวาน 43 C วันนี้ 45 C พรุ่งนี้ก็ยัง 45 C วันเสาร์ลดลงมาหน่อยเหลือ 38 C วันอาทิตย์เห็นเค้าว่าจะค่อยเย็นลง

อุณหภูมิที่ว่ามานั้น เฉพาะในเมือง ถ้าออกไปต่างจังหวัดตามทุ่งนาไร่ฟาร์ม สมนาคุณบวกไปอีกได้เลยสามสี่องศา ลองจินตนาการดูว่าร้อนขนาดไหน

วันนี้ร้อนขนาดที่ว่า ไฟดับไปครึ่งเมือง เพราะโรงไฟฟ้ารับไม่ไหว คนเปิดแอร์กันหนีร้อนกันกระหน่ำเกินไป ต้องมีการตัดไฟเป็นบางจุดเพื่อให้พื้นที่สำคัญๆยังมีไฟใช้ โดยเฉพาะพวกธุรกิจห้างร้านโรงแรมโรงงานต่างๆ แวะไปซุปเปอร์ เห็นพนักงานลำเลียงเนื้อสัตว์ไปทิ้ง เพราะไฟดับ ตู้แช่บางส่วนเสียเป็นเวลาหลายชั่วโมง น่าเสียดายอาหารจริงๆ

ก้าวเท้าออกจากที่ทำงาน นึกว่าหลงมิติกาลเวลาผ่านไปทะเลทรายซะฮาร่า กลับเข้าบ้าน กลายเป็นหมูอบไปในบัดดล เพราะบ้านร้อนและอบยังกับเตาอบฮิตาชิรุ่นไม่ประหยัดไฟ วิ่งขึ้นมาเปิดแอร์ที่ไม่ค่อยจะช่วยอะไรแทบไม่ทัน ณ เวลานี้นั่งอยู่ใต้ช่องแอร์ แถมมีเอาพัดลมจิ๋วจ่อเป็นระยะ

หมู...เอ้ย หนูร้อนนนนนนนนนนนน

ก่อนไป อยากบอกว่าโล่งใจ ในที่สุด (แม่ง) ก็ได้กล่องเจ้ากรรมที่ชิปใส่เรือมาจากเมืองไทยเมื่อเกือบสองเดือนที่แล้วซะที เอ็นทรี่หน้าจะมาเล่าถึงความโหดแอนด์งี่เง่าของ Australian quarantine, custom, และบริษัทชิปปิ้งให้อ่าน....