ไม่ว่ามนุษย์จะฉลาดแค่ไหน แต่ก็ต้องแพ้ภัยธรรมชาติ
posted on 09 Feb 2009 19:52 by phoeson in Randomไม่แน่ใจว่าเมืองไทยมีการเสนอข่าวเกี่ยวกับออสเตรเลียมากแค่ไหน แต่ข่าวนี้แพร่ภาพทาง CNN, BBC และสำนักข่าวประเทศอื่นๆมาได้สามวันแล้ว เป็นภัยธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ของประเทศ
อย่างที่บอกไว้เอ็นทรี่นึงว่าหน้าร้อนปีนี้ที่นี่ร้อนมาก และทุกฤดูร้อน รัฐวิคตอเรียจะมีปัญหาเรื่องไฟป่า หรือที่เรียกว่า Bushfire (คนอเมริกันเรียก Wildfire) กันทุกปี แต่ปีนี้ไม่มีใครคาดคิดว่ามันจะเลวร้ายขนาดนี้...
เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อุณหภูมิที่เมลเบิร์นพุ่งกระฉูดขึ้นไปถึงื 46.4 องศาเซลเซียส นั่นแค่ในเมือง ออกนอกเมืองไปหลายๆพื้นที่ขึ้นไปถึง 50 C แถมลมร้อนรุนแรงพัดโหมตลอดวัน ส่งผลให้ไฟป่าที่ไหม้อยู่เป็นจุดๆโหมไหม้รุนแรงจนเกินควบคุม และลามรวดเร็วจนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่เลวร้ายที่สุดครั้งหนึ่งของโลกนี้ทีเดียว...
มันเริ่มต้นจาก...
และลุกลามกลายเป็นวันที่มืดมนที่สุดของประเทศ...
จำนวนผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ณ ตอนที่เขียนนี้พุ่งไปถึง 132 รายแล้ว...ผู้ว่าการรัฐให้สัมภาษณ์ด้วยเสียงที่สั่นเครือว่าไฟป่าครั้งนี้มันคือ "นรก" ดีๆนี่เอง
คุณอาจตั้งคำถามว่า ทำไมผู้คนถึงเสียชีวิตมากขนาดนี้ ทำไมไม่หนีก่อน ถ้ารู้ว่าไฟไหม้ห้าสิบกิโลห่างจากบ้านไป เป็นเราคงหนีเอาตัวรอดก่อนแล้ว ทรัพย์สินไว้หาใหม่ได้ ขอรักษาชีวิตไว้ก่อน แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มีผู้เสียชีวิตมากมายเพราะ "หนีไม่ทัน" ฟังดูเหมือนว่าเป็นไปได้ยังไง รถก็มี ขับหนีได้ แต่หลังจากที่ได้ฟังได้อ่านเรื่องราวจากผู้ประสบภัย ต่างเล่าว่า ไฟมาเร็วมากโดยที่ไม่มีท่าทีจะมา ไม่มีคำเตือน เนื่องจากลมที่พัดกระหน่ำราวร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมงทำให้ไฟกระจายไปทั่วทุกสารทิศ กว่าจะรู้ตัวว่าบ้านตัวเองอาจมีสิทธิ์โดน ก็เหลือเวลาหนีแค่สองชั่วโมง หลายครอบครัวทิ้งบ้านกระโดดขึ้นรถทันที แต่กลับต้องไปเจอไฟที่ปิดล้อมอยู่เบื้องหน้า ถนนมีอยู่สายเดียว...ศพหลายต่อหลายรายถูกพบในรถที่ตัวถังไหม้เป็นจุณ บ้างก็อยู่ในบ้านที่เหลือแต่ซาก คาดว่าส่วนใหญ่เสียชีวิตเพราะควันไฟที่สุมแน่นราวกับหมอกปีศาจก่อนที่จะโดนแผดเผาด้วยซ้ำ...
ที่สะเทือนใจที่สุด มีพ่อคนหนึ่งที่กำลังจะพาลูกหนี เอาลูกสองคนขึ้นรถแล้ววิ่งกลับเข้าไปในบ้านเพื่อไปเอาข้าวของที่จำเป็น เพียงไม่กี่อึดใจ เค้ากลับออกไปเพื่อพบว่าไฟได้โหมไหม้รถที่ลูกเล็กๆทั้งสองอยู่ในนั้นซะแล้ว...มันมาเร็วขนาดนั้น...
พื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ปกติจะมีการเตรียมแผนหนีไฟ ป้องกันไฟกันเป็นอย่างดีทุกปีอยู่แล้ว แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ ผู้คนล้วนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า There was nothing we could do....ไม่ว่าจะเตรียมรับมือดีแค่ไหน แต่ก็ช่วยอะไรไม่ได้เลย
แม้ว่าตัวเราจะอยู่ในเมือง ไม่ได้รับผลกระทบอะไรจากความร้อนของไฟที่ไหม้อยู่รอบนอก แต่ก็หนีไม่พ้นความเศร้าโศกและความสูญเสียที่ดูเหมือนจะลอยอยู่ในอากาศรอบตัว...เพื่อนที่ทำงานคนนึงเสียเพื่อนและคนรู้จักไปถึง 6 ชีวิต...อีกคนนึงมีป้าที่เสียบ้านไปทั้งหลัง ทุกคนต่างพากันเล่าเรื่องราวคนใกล้ตัวที่ประสบภัยร้ายครั้งนี้ บรรยากาศเช่นนี้คงมีต่อไปอีกหลายอาทิตย์ และชั่วชีวิตของคนที่เผชิญหน้ากับไฟนรกโดยตรง
ตอนนี้นอกจากการประสานงานช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทางกรมตำรวจและกองสืบสวนก็ได้เริ่มดำเนินการสืบหาผู้ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดไฟป่า เพราะมีพยานเห็นว่ามีคนจุดไฟทั้งๆที่อยู่ในช่วงห้ามอย่างเด็ดขาด มีเด็กคนนึงเห็นคนทิ้งบุหรี่ที่ยังติดไฟอยู่แถวบ้าน ฯลฯ นายกได้ออกมาประนามว่า ถ้ามีผู้ทำเช่นนั้นจริง คนเหล่านั้นก็เรียกได้ว่าเป็นฆาตกรฆ่าหมู่ หรือ mass murderer ที่จะต้องได้รับโทษอย่างสาสม
ขออุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิต ขอให้กำลังใจพนักงานดับเพลิงและอาสาสมัครทุกคน และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่รอดชีวิตแต่ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างให้ผ่านเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนี้ไปได้อย่างเข้มแข็ง
และนี่เป็นอีกตัวอย่างนึงที่ตอกย้ำว่า มนุษย์ไม่ว่าจะฉลาดแค่ไหน จะไปดวงดาว จะไปบุกเบิกดาวอังคาร แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับธรรมชาติอยู่ดี มันทำให้เราสงสัยว่า มนุษย์แม่งจะพัฒนายานอวกาศไปหาสวรรค์วิมานอะไร เอาเงินเป็นล้านล้านล้านมาวิจัยคิดค้นอุปกรณ์ วิธีการป้องกันภัยธรรมชาติที่รุนแรง หรือสาธารณูปโภคที่สามารถรองรับผู้คนได้ในยามฉุกเฉินอย่างมีประสิทธิภาพจริงๆไม่ดีกว่าเหรอ ไม่เช่นนั้นมนุษย์อาจจะสูญพันธุ์เพราะธรรมชาติเอาคืนบนโลกใบนี้ก่อนที่จะได้ไปเหยียบดวงดาวอื่นๆในจักรวาล....
(all photos are courtesy of Herald Sun & The age)
edit @ 9 Feb 2009 20:59:06 by phoeson